มารักษาสุขภาพกันเถอะ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ต้องขอโทษนะคะที่เราหายไปนานอีกแล้วค่ะ เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยจะเป็นใจนัก ช่วงนี้เราต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เราก็เลยอยากจะให้เพื่อนๆรักษาสุขภาพกันให้ดีค่ะ เพราะว่าตอนป่วยแล้วต้องวิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาลนี่มันไม่สนุกจริงๆ :( ตอนนี้เราเป็นทั้งโรคกรดไหลย้อน (ซึ่งเป็นโรคฮิตมากในตอนนี้) ปวดเมื่อยตามคอแขนขา และบางครั้งถึงกับชาตลอดซีกซ้ายเลยค่ะ สาเหตุทั้งหมดนั้นก็เนื่องจากตัวของเราเองค่ะ ที่กินไม่เป็นเวลา บางครั้งก็กินกาแฟแทนข้าว กินแล้วนอน เล่นเนททั้งวันทั้งคืน เรียกได้ว่านิ้วมือ แขน และคอของเรานี่แทบจะอยู่ในท่าเดิมตลอดทั้งวัน พอจะป่วยทีก็เลยรุมเราหลายโรคกันเลยทีเดียว หากเพื่อนๆที่มีพฤติกรรมคล้ายๆกับเรานี้ เราอยากจะให้เลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านี้ให้ได้ค่ะ เพื่อตัวของเพื่อนๆเอง วันนี้เราคงไม่เล่าอะไรมากนัก เพราะว่าเราเองก็ต้องหักห้ามใจไม่ให้เล่มคอมมากนัก ต้องพักแขนพักนิ้วให้ดีก่อน แต่เพื่อนๆไม่ต้องห่วงนะคะ หากมีข่าวสารอะไรๆที่สำคัญล่ะก็ เราไม่พลาดนำมาอัพเดทให้เพื่อนๆได้ทราบกันแน่นอนค่ะ

สุดท้ายนี้ขอเพื่อนๆทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ

ทุนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน

9 ทุนพิเศษสำหรับโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน

โอกาสชิง 9 ทุนไปศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศสหรัฐอเมริกาอาจเป็นของคุณ โดยทุนเต็มจำนวนอันดับหนึ่งจะครอบคลุมค่าเล่าเรียน และค่าตั๋วเครื่องบินโดยสารไป-กลับ EF จะทำการคัดเลือกนักเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าสู่รอบแรกเพียงจำนวน 30 คน

มูลนิธิ EF ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2519 เพื่อดำเนินโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครคัดเลือกนักเรียนเข้าร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ซึ่งจะออกเดินทาง เดือนสิงหาคม 2010 ในปีนี้ทางมูลนิธิได้จัดสรรทุนพิเศษให้เฉพาะสำหรับนักเรียนไทยจำนวน 9ทุน

เกณฑ์พิจารณาผู้เข้ารอบ 30 คน

  1. มีคุณสมบัติทั่วไปในการเป็นผู้เข้าร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนได้
  2. มีคะแนนข้อเขียนไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ef.com

สวัสดีตอนดึกค่ะ

สวัสดีอีกครั้งค่ะเพื่อนๆ หลังจากที่เราหายไปค่อนข้างนานเพราะไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ internship อยู่นั่นเองค่ะ และตอนนี้มันก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี  แต่วันนี้ไหนๆก็มาแล้ว ก็เลยอยากขอแรงเพื่อนๆช่วยทำแบบสอบถามนี้นิดนึงคะ เพื่อที่เราจะได้หาข้อมูลในสิ่งที่เพื่อนๆอยากรู้ให้มากเป็นพิเศษค่ะ และถึงแม้ตัวเราเองจะไม่มีความรู้ในโครงการนั้นๆ แต่เราก็จะไปปะเลาะถามคนที่มีประสบการ์ณตรงในโครงการนั้นๆให้เองค่ะ

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้สิ่งที่ทำให้เราสนใจมากทีุ่สุดกลับเป็น summer job in USA ค่ะ เพราะว่าเราตั้งใจจะไปนั่นเอง ตอนนี้ก็เลยเสาะแสวงหาข้อมูลมากเป็นพิเศษ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกลให้ได้ค่ะ 555

ปล. ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่สละเวลาทำแบบทดสอบนี้นะคะ และเราคิดว่าข้อมูลจากแบบทดสอบนี้จะต้องเป็นประโยชน์กับเพื่อนอีกหลายๆคนแน่นอนค่ะ

เรียนต่ออินเดีย … ผ้าขี้ริ้วห่อทอง

Article by WRITTENSTONE

ลองพิมพ์คำว่า “เรียนต่อ” ใน google ดูซิครับ จะพบว่ามีคำค้นหาโผล่ขึ้นมาอีก 10 ลำดับ หนึ่งในนั้นต้องมีคำว่า “เรียนต่ออินเดีย” แน่นอน ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่ามีคนที่สนใจจะไปเรียนต่อประเทศนี้มากขึ้น …  แต่จะเพราะอะไรยังงัยนั้น ลองมาดูกันนะคะ (อันนี้ Amitขอแทรกถามหน่อยน่ะ :-p)

อันดับต้นๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายถูกมากครับเมื่อเทียบกับประเทศทางแถบอื่นๆ ถูกทั้งค่าเล่าเรียน ค่าจับจ่ายใช้สอย และค่าเครื่องบินไปๆ กลับๆ   เหตุผลถัดมาก็น่าจะเป็นเรื่องภาษาครับ สิ่งนี้เป็นจุดแข็งของประเทศอินเดียเหนือประเทศอื่นในแถบเอเชียหลายๆ ประเทศ เพราะประเทศเหล่านั้นไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ถ้าต้องการศึกษาต่อในประเทศเหล่านั้น  เราจะต้องเรียนรู้ภาษาของเขาก่อน (ยากเข้าไปอีก) ขณะที่คนอินเดียส่วนใหญ่เข้าใจภาษาอังกฤษ และหลายๆ หลักสูตรก็ไม่ต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษ แต่ก็แน่นอนครับ ต้นทุนอังกฤษต่ำก็ต้องสู้กันหนักหน่อย แต่สภาพแวดล้อมมันบังคับ  ยังไงก็ต้องได้ฝึก ทั้งฟัง ทั้งอ่าน ทั้งพูด ทั้งเขียน ถ้าขยันหน่อย สุงสิงกับคนท้องถิ่นมากๆ ไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วครับ

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ… ง่าย ครับ ไม่ได้แปลว่าเรียนง่ายนะครับ แต่เข้าง่าย ระบบการจัดการศึกษาอาจจะแตกต่างจากบ้านเรา คือ มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้กำหนดหลักสูตร และรับรองวุฒิการศึกษา แต่ผู้เรียนนั้นจะเข้าไปเรียนใน  college ทั้งของรัฐ และเอกชนซึ่งรับเอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยของรัฐมาใช้ โดยมหาวิทยาลัยจะควบคุมคุณภาพผ่านทางหลักสูตร และการวัดผล (ความท้าทายอยู่ตรงที่ คนสอน คนออกข้อสอบ และคนตรวจ ไม่ใช่คนเดียวกัน)  การสมัครเข้าเรียนจึงเป็นเรื่องของผู้เรียนกับ college ซึ่งมีมากมาย ขอให้คุณสมบัติผ่านตามข้อกำหนดของหลักสูตรก็ได้เรียนแน่นอนครับ 

สิ่งที่ดึงดูดใจของประเทศอินเดียอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นแหล่งอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ครับ ที่มีชื่อเสียงมากๆ ก็น่าจะเป็นที่เมือง Bangalore นอกจากนี้เมืองใกล้ๆ อย่าง Chennai ก็มีการขยายตัวมากขึ้นครับ ดังนั้นความรู้ประเภทนี้จึงเป็นเรื่องใกล้ตัว ไอ้ที่เดินกระทบไหล่กันนี่ส่วนใหญ่ก็โปรแกรมเมอร์ทั้งนั้น เหล่าบรรดา “College of Engineering” ที่ผุดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ดนี่ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสหกรรม หลักสูตรจึงมีการปรับปรุงอยู่เสมอๆ เพื่อให้ได้กลจักรคนที่พร้อม บางแห่งถึงขั้นทำสัญญากับบริษัทเพื่อที่จะจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทนั้นๆ นอกจากนี้ก็มีเหตุผลรองๆ เช่น มีหนังสือภาษาอังกฤษให้อ่านเยอะครับ แถมราคาก็ถูกกว่าหลายเท่า เพราะประเทศแถบนี้จะใช้ edition พิเศษ เนื้อหาเหมือนกันแต่เป็นการพิมพ์เองในประเทศโดยใช้กระดาษที่มีคุณภาพต่ำกว่า และผลิตในปริมาณมาก เนื่องจากมีคนอ่านเยอะ ทั้งนักศึกษาและคนทำงาน โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์เนื้อหาจะกว้างและลึกเป็นพิเศษ (และส่วนมากก็ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย) เรื่องสังคมส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นแบบเอเชีย (โบราณ) โดยทั่วไปครับ ผู้คนส่วนใหญ่จิตใจดี มีน้ำใจ พร้อมที่จะช่วยเหลือชาวต่างชาติเสมอ เรื่องเหยียดผิวเหลืองยิ่งไม่มีครับ กลับกลายเป็นจุดเด่นที่ใครๆ ก็พร้อม ที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออีกต่างหาก แต่ก็อีกแหละ เหมือนบ้านเราครับ คนดีคนชั่วก็ปะปนกันไป ก็อยู่ที่เราด้วยว่าจะป้องกันตัวอย่างไร  ตามทัศนคติของผมอินเดียเปรียบเสมือน “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ครับ คราวนี้ผมพูดถึงทองไปบ้างแล้ว คราวหน้าจะพูดถึงผ้าขี้ริ้วบ้าง ถ้าเพื่อนๆ มีคำถามหรือข้อสงสัยอย่างไร ก็โพสไว้ได้เลยครับ ยินดีตอบคำถาม (ที่รู้คำตอบ) ครับ

แนะนำแขกกิตติมศักดิ์คะ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน วันนี้เราต้องขอคั่นด้วยเรื่องอื่นสักหน่อยนะคะ หลังจากที่เราได้เคยเขียนเรื่องเรียนต่อโท IT ที่ประเทศอินเดีย ก็มีคนสนใจมากพอสมควร และเราก็คิดว่ายังมีคนอื่นอีกมากที่สนใจจะไปเรียนต่อประเทศอินเดีย แต่ยังมีข้อข้องใจสงสัย แล้วก็หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ลังเลใจ มาวันนี้เราก็เลยอยากจะเพิ่มข้อมูลด้านการศึกษาต่อประเทศอินเดียให้เพื่อนๆทราบเพิ่มเติมด้วยค่ะ และข้อมูลที่จะได้ต่อไปนี้ ก็จะได้จากเพื่อนของเราที่เคยไปเรียน IT ที่อินเดียค่ะ รับรองได้ว่ารู้ลึก(ลึกมากกก) และรู้จริงแน่นอนค่ะ และว่าที่ Author กิตติมศักดิ์ของบล็อก zozoalexa ของเราคนนี้  ก็คือ Writtenstone ค่ะ แล้วค่อยมาพบกับเรื่องราวของอินเดียในแบบฉบับของ Writtenstone ในครั้งหน้ากันนะคะ

โครงการ Work and Travel

มาต่อกันด้วยโครงการ Work and Travel ค่ะ ใครที่จะไปต่างประเทศด้วยโครงการนี้ คุณจะต้องเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นอย่างสูงค่ะ เพราะการทำงานที่ USA คุณจะไปทำแบบเอื่อยเฉื่อย แบบสมัยที่อยู่เมืองไทยไม่ได้นะคะ จริงๆแล้วเพื่อนๆน่าจะทราบนะคะว่าพวกฝรั่งเค้า Active กันขนาดไหน ก็ขนาดการพูดการจา ยัง Over Acting กันขนาดนั้น ทำให้การทำงานของเค้ามันก็ Active ตามไปด้วยค่ะ นอกจากจะต้องกระตือรือร้นแล้ว โครงการนี้ยังต้องการคนที่มีความอดทนเป็นเลิศอีกเช่นกันค่ะ เพราะว่าเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราจะไปเจอนายจ้างที่ดีเลิศประดุจเทวดานางฟ้ามาเกิด หรืออาจจะโชคร้ายเจอนายจ้างอำมหิต ใช้แรงงานเยี่ยงทาส แล้วไหนจะลูกค้าบางคนที่แสนจะกวน teen และอาจจะมีการแอบแต๊ะอั๋งคุณด้วยก็มี ฉะนั้น “อดทน” เท่านั้นค่ะ ที่จะทำให้เพื่อนๆสามารถอยู่รอด และปลอดภัยค่ะ  นอกจากนี้แล้วการที่โครงการนี้เน้นการทำงาน และเที่ยวเป็นหลัก เรื่องของการใช้จ่าย ก็ควรจะต้องควบคุมให้ดี ใครก็ตามที่ไม่เคยถือเงินก้อนใหญ่ และไม่รู้จักควบคุมตัวเองละก็ งานนี้มีปัญหาแน่ค่ะ เพราะโครงการนี้ได้เงินเยอะก็จริง แต่โอกาสที่เราจะใช้จ่ายจนหมดตัวก็มีสูงเช่นกันค่ะ เพื่อนเราบางคนถึงกับไม่เหลือเงินติดตัวกลับมาไทยเลย เพราะว่าตระเวณเที่ยวทุกอาทิตย์ค่ะ แต่สำหรับบางคนที่ไปโครงการนี้เพราะอยากจะเที่ยว เปิดหูเปิดตา และไม่ได้สนใจจะเก็บเงินสักเท่าไหร่ เราเองก็เห็นด้วยค่ะว่าคุณก็ควรจะเที่ยวให้มันคุ้มที่สุดค่ะ เพราะว่าโอกาสที่เราจะได้ไปเที่ยวอเมริกานั้นมันหาไม่ได้ง่ายๆค่ะ อีกอย่างเงินที่เพื่อนๆนำไปใช้ในการเที่ยวนั้นก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเพื่อนๆเอง ดังนั้นก็ไม่ต้องละอายใจในการที่จะใช้เงินของตัวเองกันค่ะ :]

ปล. สำหรับเพื่อนๆที่เลือกจะไปด้วยโครงการนี้ เพื่อนเราแนะนำว่า หากไม่เลือกอยู่รัฐทางตะวันออก ก็ให้เลือกทางตะวันตกไปเลยค่ะ เพราะว่าเวลาเที่ยวมันจะได้เที่ยวง่ายๆ เพราะัรัฐเล็กๆที่ติดกันเราก็สามารถขับรถเที่ยวได้ หรือจะนั่งรถไฟฟ้า metro , greyhound, Emtrak etc.  เรียกได้ว่าเที่ยวได้ง่ายมากๆค่ะ แต่หากคุณอยู่ช่วงกลางของ USA การจะไปเที่ยวทั้งสองฝั่งนั้นจำเป็นจะต้องนั่งเครื่องไปอย่างเดียวเท่านั้น  ซึ่งเท่ากับเปลืองงบประมาณเกินไปค่ะ!

Tips – เมื่อเพื่อนๆรู้กันแล้วว่าอยากจะไปเที่ยวรัฐไหน ก็ให้เข้าไปยังเว็บไซต์ของรัฐนั้นๆ ซึ่งจะมีบริการจัดส่งหนังสือเกี่ยวกับสถานที่่ท่องเที่ยวสำคัญๆของรัฐนั้นให้พวกเรากันฟรีๆ เลยค่ะ เราเองใช้บริการนี้ประจำ ได้หนังสือฟรี มาตั้งหลายเล่มแน่ะ!!

คุณสมบัติ Aupair

วันนี้เราขอยกเอาเรื่อง Aupair มาพูดก่อนเลยค่ะ เพราะว่ามันเป็นประสบการณ์ตรงของเราเอง หลังจากที่เพื่อนๆได้ลองถามตัวเองดูแล้วว่าจะไปต่างประเทศด้วยโครงการไหนดี แล้วมันมาลงเอยที่โครงการนี้ เราก็จะขอบอกเล่าคุณสมบัติที่เพื่อนๆควรจะมี หรือต้องทำให้มีอย่างเร่งด่วน ดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. รักเด็ก : โอ้ว!! เรื่องนี้สำัคัญอย่างที่สู้ดดด ค่ะ เราอยากจะจัดอันดับของมันให้อยู่อันดับ 0 ด้วยซ้ำ เพราะมันสำคัญจริงๆและมากๆค่ะ เพราะหากพื้นฐานของคุณจริงๆแล้ว ไม่ใช่คนรักเด็ก กรุณาอย่าเลือกไปด้วยโครงการนี้ เพราะคุณไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวคุณเองไม่มีความสุขแล้ว คุณยังทำให้เด็กน้อยตาดำๆ ไม่มีความสุขไปด้วยค่ะ และมันจะส่งผลต่อไปยัง host family ของคุณอีกต่อหนึ่งด้วยค่ะ  ด้วยภารกิจ Aupair แล้วนั้น เวลา 70% ของการอยู่ต่างประเทศของคุณนั้น จะต้องอยู่กับเด็กน้อยที่คุณดูแลค่ะ เค้าจะกลายเป็นเพื่อนสนิทของคุณที่คุณสามารถบ่นทุกอย่างให้ฟังได้ เป็นคู่ซ้อมให้คุณฝึก presentation เป็นเพื่อนร้องเพลง และบางทียังเป็นคู่ Dance ให้คุณที่บ้านด้วยค่ะ
  2. อดทนเป็นเลิศ : เพราะความที่เค้าเป็นเด็ก เค้าก็จะเล่น เล่น เล่น และอยากเล่นตลอดเวลาค่ะ และจะไม่ใส่ใจในความปลอดภัยใดๆทั้งสิ้น ฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่ของ aupair  ที่จำเป็นจะต้อง Alert เล่นกะเค้าตลอด แถมยังต้องระวังภัยต่างๆนาน เรียกได้ว่าต้องดูไม่ให้คลาดสายตา เพราะหากปล่อยปล่อละเลย แล้วทำให้ลูกเค้าเลือดตกยางออกละก็ รับรองได้ว่าถูกส่งตัวกลับไทยแลนด์แน่ๆค่ะ  และนอกจากคุณจะต้องรักและดูแลเค้าอย่างดีแล้ว เราอยากจะแนะนำให้คุณสอนเค้าให้ดีๆด้วยค่ะ :] พูดยังกะตัวเองเป็นนางงามจักรวาลแน่ะ 555 แต่มันเป็นเรื่องจริงนะคะ ตัวเราเองรู้สึกภูมิใจม๊าก มาก เพราะเด็กทีเราดูแลนั้น (ช่วงอายุ 1ขวบ ยัน 2ขวบครึ่ง) มีแต่คนชมว่าฉลาด ช่างพูด ช่างจา เก่งเกินตัว (เพราะบางครั้งเจ้าเด็กน้อยก็รู้ทันเราจริงๆค่ะ)  และมันจะเป็นเพราะเหตุผลอื่นไม่ได้เลยนอกจากได้พี่เลี้ยงที่แสนดี และฉลาดหลักแหลมคนนี้ 5555 ขอเราคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยแล้วกันนะคะ  และเมื่อความสัมพันธ์ระหว่าง Aupair และเด็กน้อย เป็นไปด้วยดีแล้วนั้น ทุกอย่างก็จะดีตามมาค่ะ เพราะเมื่อ host family เห็นว่าคุณดูแลลูกเค้าอย่างดีแล้ว เค้าก็จะตอบแทนคุณอย่างดีเ่ช่นกันค่ะ (อันนี้อาจมียกเว้นในบางกรณีนะคะ) และญาติๆของเค้า ก็จะดูแลคุณอย่างดีเยี่ยมค่ะ ประมาณว่าเราได้สร้างสัมพันธ์อันดีไว้แล้วค่ะ เรื่องนี้เราได้พิสูจน์มาแล้วค่ะ ทั้งฝั่งปู่ ย่่า ตา ยาย ของ host family เรานั้น ดูแลเราอย่างดีมาก บางครั้งดีกว่า host เราเองด้วยซ้ำ สาเหตุก็เพราะว่าเค้าเห็นว่าเราดูแลหลานของเค้าได้ดีมากนั่นเองค่ะ เรื่องนี้เค้าบอกกับเราตรงๆเลยน่ะ

โอ้ว! นี่เราเล่ามายาวเียียดขนาดนี้แล้วหรอเนี้ยะ แต่ยังค่ะ มันยังไม่จบค่ะ เพราะมีคุณสมบัติสำคัญอีกข้อนึง คือ คุณจะต้องเป็นคนไม่เบื่อบ้านค่ะ เพราะไม่งั้นอกอีแป๋นของคุณจะต้องแตกอย่างแน่นอนค่ะ เพราะว่าการเป็น Aupair นั้นจะต้องอยู่แต่กับบ้าน บ้าน และบ้านค่ะ จะมีแค่บางโอกาสเท่านั้นที่เราสามารถหาเรื่องออกนอกบ้านได้ เช่น มี play date พาเด็กไปเล่นเครื่องเล่น พาไปพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ  แต่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ เพราะถึงจะอยู่บ้าน แต่พวกเราก็สามารถสนุกกันได้ค่ะ ขอแค่คุณหากิจกรรมมันส์ๆ ที่ทั้งคุณและเด็กสามารถเล่นด้วยกันได้ มาเล่นด้วยกันก็เท่านั้นเองค่ะ!

สรุปแล้ว คุณสมบัติหลัก 3 ข้อที่คุณควรมีคือ 1] รักเด็ก 2] อดทนเป็นเลิศ 3] ชอบอยู่บ้าน  หากคุณมีคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้ คุณก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถเป็น Aupair (ที่ดี และ มีความสุข) ได้แล้วค่ะ